บันทึกของดั่งถุ่ยเจ่ม: แพทย์หญิงผู้กล้าหาญในสนามรบเวียดนาม (Last Night I Dreamed of Peace: The Diary
- Jun 17, 2018
- 3 min read

บันทึกของดั่งถุ่ยเจ่ม: แพทย์หญิงผู้กล้าหาญในสนามรบเวียดนาม
แปลจากต้นฉบับภาษาเวียดนาม Nhật ký Đặng Thuỳ Trâm (Last Night I Dreamed of Peace: The Diary of Dang Thuy Tram) (2005) เขียนโดย Đặng Thùy Trâm แปลโดย ดร.มนธิรา ราโท โครงการจัดพิมพ์คบไฟ พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง ธันวาคม 2549 จำนวน 312 หน้า ปกอ่อน ISBN: 9789749435045
"A person's most valuable possession is life. We only live once; we must live so as not to sorely regret the months and years lived wastefully, not to be ashamed of the months and years lived wastefully, so that when we die we can say, All my life and all my strength have been dedicated to the most noble goal in life, the struggle to liberate the human race. - ความสุขและความทุกข์ได้เติมเต็มในหัวใจของฉันในวันที่โชติช่วงด้วยเปลวไฟ ชีวิตเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคน คนเราเกิดมาแค่หนเดียว ทำอย่างไรเราจึงจะมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องรู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิดว่าได้ปล่อยเดือนปีให้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ และเมื่อเราได้หลับตาและทิ้งร่างลง เราก็จะสามารถพูดได้ว่าชีวิตและความเข้มแข็งทั้งมวลของเราได้มอบให้กับพันธกิจที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในโลก นั่นคือการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยมนุษยชาติ" - Nikolai Alexeevich Ostrovsky (1904-1936)

ถ้อยแถลงจากผู้แปล
ในช่วงปีที่ผ่านมา คงไม่มีหนังสือเล่มไหนที่สร้างปรากฎการณ์ให้กับตลาดหนังสือของประเทศเวียดนามได้เท่ากับ "บันทึกของดั่งถุ่ยเจิ่ม" ด้วยยอดขายกว่า 400,000 เล่ม เจ้าของบันทึกเล่มนี้เป็นแพทย์หญิงผู้เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม ถ้อยคำที่เรียงร้อยอย่างสละสลวยและตรงไปตรงมาในบันทึกเล่มนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านในประเทศเวียดนาม ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปจนถึงผู้นำประเทศอย่างนายกรัฐมนตรีฟานวันขาย (Phan Văn Khải: 1933-2018) และนายพลหวอเงียนซ๊าบ (Võ Nguyên Giáp: 1911-2013) ผู้เป็นวีรบุรุษจากสนามรบเดี่ยนเบียนฝู (Diên Biên Phu) สำหรับชาวเวียดนามที่เคยใช้ชีวิตผ่านช่วงเวลาแห่งสงคราม สิ่งที่คุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มบันทึกไว้จึงเป็นเสมือนกับภาพสะท้อนแห่งวันวาร แห่งอดีต แห่งช่วงวัยเยาว์ของพวกเขา สำหรับคนเวียดนามรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นในยุคหลังสงคราม บันทึกของดั่งถุ่ยเจิ่มได้ช่วยเชื่อมโยงอดีตที่พวกเขาไม่เคยสัมผัสกับช่วงเวลาแห่งปัจจุบันของพวกเขา
ส่วนคนอ่านที่เป็นคนต่างชาติอย่างผู้แปล บันทึกที่เจ้าของตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อระบายความรู้สึก บันทึกสิ่งที่พบเห็น และเขียนเตือนใจตัวเองในบางโอกาสเล่มนี้ทำให้ฉันเต็มตื้นไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายปะปนกัน แต่ท่ามกลางภาพของสงครามที่โหดร้ายและหดหู่นั้น ฉันได้เห็นถึงความงดงามของมนุษย์และประทับใจกับความตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่นของคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่ม
การได้อ่านบันทึกที่เจ้าของไม่ได้ตั้งใจเปิดเผยให้คนอื่นอ่านด้วยนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ฉันรู้เรื่องสงครามเวียดนามมากขึ้น แต่ยังทำให้ฉันต้องทบทวนการใช้ชีวิตและความสัมพันธ์ของตนเองกับคนรอบข้าง อีกทั้งถ้อยคำที่ถ่ายทอดในบันทึกนี้ทำให้ฉันเห็นถึงความเข้มแข็งและอดทนอย่างประหลาดของมนุษย์ที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยพิบัติจากสงครามและภาวะกดดันจากในใจของตนเอง และเหนือสิ่งใดฉันเห็นคุณค่าของชีวิตทั้งของตนเองและผู้อื่นมากกว่าเดิม ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ฉันต้องการแบ่งปันเรื่องราวจากบันทึกของคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มให้กับผู้อ่านชาวไทยได้มีโอกาสอ่านด้วย และเมื่ออ่านจบแล้ว หลายคนคงรู้สึกเหมือนฉันว่าเรื่องราวในบันทึกของคุณหมอ/ทหารหญิงชาวเวียดนามคนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเลย เพราะในชีวิตประจำวันเราเองก็ต้องประสบกับภาวะที่ต้องเลือก ต้องตัดสินใจ มีบางขณะที่รู้สึกว่าตัวเองเข้มแข็งและบางขณะที่รู้สึกถึงความอ่อนแอที่อยู่ภายใน

ในบทสัมภาษณ์ที่ให้กับหนังสือพิมพ์ USA Today เภสัชกรหญิงสวานหง็อกเจิ่ม (Doãn Ngọc Trâm) มารดาของคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มได้กล่าวว่า "ฉันอยากให้ถ้อยความในบันทึกของลูกสาวฉันทำให้ผู้คนทั่วโลกเข้าใจเกี่ยวกับคนเวียดนามมากขึ้น ว่าคนเวียดนามก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับชนชาติอื่นๆ ในโลก" และเวืองจี๋หย่าน (Vương Trí Nhàn) นักวิจารณ์วรรณกรรมและเพื่อนร่วมรุ่นกับคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มสมัยที่เรียนโรงเรียนมัธยมจูวันอาน (Chu Văn An) ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่าคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มอุทิศชีวิตเพื่อเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ (tận tụy làm người)
ดั่งถุ่ยเจิ่มเกิดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 1942 ในครอบครัวปัญญาชน บิดาของเธอเป็นนายแพทย์ ส่วนมารดาเป็นเภสัชกรและอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ฮานอย (Hanoi University of Pharmacy) ดั่งถุ่ยเจิ่มสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ฮานอย (Hanoi Medical University) ในปี 1966 และเหมือนกับคนหนุ่มสาวเวียดนามคนอื่นๆ ในยุคนั้น เมื่อเรียนจบ เธออาสาเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม
ต่อมาในเดือนมีนาคม 1967 ดั่งถุ่ยเจิ่มเริ่มทำงานที่อำเภอดึ๊กโฝ (Đức Phổ) จังหวัดกว๋างหงาย (Quảng Ngãi) ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศ เธอทำงานที่สถานีอนามัยซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่เป็นทหารหรือช่วยงานของกองทัพ ดั่งถุ่ยเจิ่มได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เมื่อวันที่ 27 กันยายน 1968 และในวันที่ 22 มิถุนายน 1970 เธอถูกยิงตายเพราะพยายามป้องกันคนไข้ของเธอจากทหารอเมริกันจำนวนมาก (เอกสารบางแห่งระบุว่าเธอถูกล้อมจากทหารอเมริกันจำนวน 120 คน) ซึ่งอาวุธที่เธอใช้มีเพียงปืนสั้นของจีนกระบอกเดียวเท่านั้น เธอเสียชีวิตจาดแผลที่ถูกยิงเข้าที่หน้าผาก ขณะนั้นเธออายุยังไม่ถึง 28 ปีเต็ม เป็นสมาชิกพรรคได้ 2 ปี และทำงานได้เพียง 3 ปี บันทึกของเธอได้ยุติลงเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 1970 และบันทึกเล่มนี้ก็มีชะตากรรมที่แปลกประหลาดและน่าสนใจไม่ต่างไปจากชีวิตของเจ้าของบันทึกเลย
เฟรดเดอริก ไวท์เฮิร์ท (Frederic Whitehurst) หรือที่ชาวเวียดนามมักเรียกสั้นๆ ว่า (Fred) นายทหารอเมริกันซึ่งในขณะนั้นอายุ 22 ปี ได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่คัดเลือกและเผาทำลายเอกสารของฝ่ายตรงข้าม เขาเก็บบันทึกของดั่งถุ่ยเจิ่มได้และเก็บไว้ตามคำแนะนำของเหงียนจุงเหียว (Nguyễn Trung Hiếu) ชาวเวียดนามใต้ผู้ทำหน้าที่เป็นล่ามให้กับกองกำลังของอเมริกัน เหงียนจุงเหียวให้เหตุผลกับเฟรดว่าไม่ควรเผาบันทึกเล่มนี้เพราะ "มันมีไฟอยู่ในตัวของมันอยู่แล้ว"
เฟรดเก็บบันทึกเล่มนี้ไว้และพยายามติดต่อครอบครัวของคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มเพื่อคืนบันทึกเล่มนี้ให้กับครอบครัวของเธอตลอด 30 ปี นับตั้งแต่สงครามเวียดนามยุติลงในปี 1975 แต่ความพยายามของเขาก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งเดือนมีนาคม 2005 เมื่อเฟรดเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับสงครามเวียดนามที่ Texas Tech University เขาได้พบกับช่างภาพ เท็ด แองเจลแมน (Ted Engelmann) ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกในสงครามเวียดนามเช่นกัน เท็ดรับปากว่าจะช่วยตามหาครอบครัวของดั่งถุ่ยเจิ่ม เพราะเขาจะเดินทางไปฮานอยในเดือนถัดมา และด้วยความช่วยเหลือจากมูลนิธิ Quacker ที่ฮานอย บันทึกเล่มนี้ก็ถูกส่งคืนให้กับครอบครัวของคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มได้สำเร็จ ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2005 บันทึกเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์โดยใช้ชื่อว่า 'บันทึกของดั่งถุ่ยเจิ่ม' ซึ่งจำหน่ายได้มากกว่า 3 แสนเล่มและได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบบันทึกเล่มนี้กับบันทึกของ Annelies Marie 'Anne' Frank (1929-1945) เด็กสาวชาวยิวที่มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี 1929-1945 ในช่วงการปกครองของนาซีอีกด้วย
เฟรดกล่าวไว้ในโอกาสที่ไปเยือนจังหวัดกว๋างหงายที่ซึ่งคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มได้เสียชีวิตว่า "คุณต้องอ่านบันทึกเล่มนี้ มันจะบอกกับคุณทุกอย่าง" ซึ่งฉันคิดว่าสิ่งที่เขาพูดไว้นั้นไม่ผิดเลย เรื่องราวที่ถ่ายทอดผ่านบันทึกเล่มนี้บอกเราได้เป็นอย่างดีถึงอำนาจทำลายล้างของสงคราม เพราะสงครามไม่เพียงแต่ทำลายทรัพย์สินและคร่าชีวิตผู้คน แต่ยังได้ทำลายความฝัน ความหวัง และความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือแม้แต่เปลี่ยนหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักให้กลายเป็นความแค้นและเกลียดชัง ได้มีการประมาณการอย่างคร่าวๆ ถึงความเสียหายของจำนวนทหารในสงครามเวียดนามอันยาวนานและโหดร้ายว่าอเมริกาสูญเสียทหารประมาณ 5 หมื่นคนและทางฝ่ายเวียดนามสูญเสียผู้คนประมาณ 3 ล้านคน แต่เราต้องไม่ลืมว่าผู้ที่สูญเสียชีวิตในสงครามเหล่านั้นไม่ได้กำเนิดมาจากอากาศธาตุ พวกเขาต่างมีคนที่เขารักและยามที่พวกเขาจากไป บุคคลที่อยู่ข้างหลังย่อมเสียใจด้วยอาลัยบุคคลที่ตนรัก ความสูญเสียจากสงครามจึงมหาศาลและประมาณค่าไม่ได้ และในสงครามก็ไม่เคยมีใครชนะโดยไม่ต้องสูญเสีย
หากเราเปรียบเทียบบันทึกของดั่งถุ่ยเจิ่มกับงานเขียนในยุคหลังสงครามก็จะเห็นว่างานเขียนเหล่านี้สะท้อนมุมมองที่ไม่ต่างกันมากนัก นั่นคือสงครามได้ปล้นวัยหนุ่มสาวของพวกเขา วัยหนุ่มสาวควรจะเป็นวัยที่สนุกสนาน เต็มไปด้วยพลังแห่งความฝัน การสร้างสรรค์ และความหวังในอนาคตที่สดใส แต่คนหนุ่มสาวของเวียดนามในยุคของคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่มกลับใช้วัยเยาว์และช่วงเวลาที่สดใสที่สุดในชีวิตของตนอยู่ในสนามรบ หากเราพิจารณาถ้อยคำในบันทึกของคุณหมอดั่งถุ่ยเจิ่ม เราจะเห็นถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้าของเธอที่จะได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งสันติภาพ เธอมีชีวิตอยู่เพื่อจะได้รักและปรารถนาที่จะได้รับความรักจากผู้ที่อยู่รอบข้าง ไม่ว่าเธอก้าวย่างไปที่ไหนก็มีกจะถูกล้อมรอบไปด้วยพี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา และคนที่ืถือว่าเธอเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพวกเขา
บทเรียนประการหนึ่งที่ได้จากการอ่านบันทึกของดั่งถุ่ยเจิ่มก็คือ เหตุใดกันมนุษย์เราถึงได้พยายามที่จะสร้างสันติภาพจากสงคราม หรือทำไมเราถึงไม่เคยเรียนรู้จากเหตุการณ์ในอดีตว่าสงครามนั้นมีแต่ความสูญเสียไม่ว่าฝ่ายชนะหรือฝ่ายแพ้ และไม่ว่าเป้าหมายของสงครามจะเพื่ออะไรก็ตาม ไม่มีสิ่งใดจะชดเชยความสูญเสียที่จะตามมาได้ ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบันทึกของดั่งถุ่ยเจิ่มจะช่วยเติมแสงสว่างแห่งความหวังในการสร้างมิตรภาพและสันติภาพให้กับผู้อ่านทุกคน
เคยมีคนกล่าวไว้ว่าการแปลนคือการโกหก ถึงแม้ว่าฉันจะไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้เสียทั้งหมด แต่ก็ต้องยอมรับว่าการถ่ายทอดเนื้อหา ถ้อยคำ และอารมณ์ความรู้สึกจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับนักแปลมือใหม่อย่างฉัน นอกจากนี้แล้ว การถอดเสียงชื่อเฉพาะจากภาษาเวียดนามเป็นภาษาไทยกลับกลายเป็นปัญหาหนักใจของผู้แปลอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งในงานแปลชิ้นนี้ ฉันได้พยายามถอดเสียงเป็นภาษาไทยให้ใกล้เคียงภาษาเวียดนามมากที่สุดโดยยึดตามการออกเสียงสำเนียงฮานอยเป็นหลัก
"คนเราต้องพานพบกับพายุที่โหมกระหน่ำชีวิต แต่เราต้องไม่ก้มหัวให้พายุอันยิ่งใหญ่นั้น - To live is to face the storms and not to cower before them."
วันที่ 8 เมษายน 1968
การผ่าไส้ติ่งในภาวะที่ขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง ยาแก้ปวดก็มีเพียงแค่ Novocaine แต่ทหารหนุ่มคนนั้นก็ไม่ร้องสักแอะ เขายังพยายามฝืนยิ้มเพื่อให้กำลังใจฉัน รอยยิ้มบนริมฝีปากแห้งๆ บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้านั้น ทำให้ฉันอดสงสารเขาไม่ได้ การติดเชื้อในท้องของเขาไม่ได้มาจากการที่ไส้ติ่งอักเสบ ฉันใช้เวลาอยู่เกือบชั่วโมง แต่ไม่พบสาเหตุ สุดท้ายต้องยอมเย็บบาดแผลและให้ยาป้องกันการติดเชื้อ ความกังวัลของหมอบวกกับความชื่นชมที่มีต่อคนไข้ทำให้ฉันไม่สบายใจ ฉันลูบผมเขาเบาๆ ฉันอยากจะบอกกับเขาเหลือเกินว่า ถ้ารักษาคนไข้อย่างคุณไม่ได้ ฉันก็คงจะรู้สึกเจ็บปวดที่สุดในชีวิตการทำงาน และคงไม่มีวันลืมได้เลยตลอดชีวิตของการเป็นหมอ
วันที่ 10 เมษายน 1968
บ่ายวันนี้พวกทหารออกเดินทางและทิ้งทุกคนที่นี้ไว้กับความรู้สึกว่างเปล่าในป่าอันแสนเงียบสงบแห่งนี้ พวกทหารจากไปแล้ว แต่เงาของพวกเขายังอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นทุกเส้นทางที่พวกเขาเดินผ่าน เก้าอี้ในอนามัยหรือในบทกวีอันไพเราะ ฉันได้ยินต๋วนออกคำสั่ง "เตรียมตัวเดินทาง!" เป้พวกนั้นทำมาจากถุงของพวกอเมริกัน สภาพไม่ดีนัก แต่ก็อยู่บนหลังของพวกทหารอย่างเรียบร้อย ทุกคนยังไม่จากไปง่ายๆ พวกเขาจับมือลาฉันเป็นครั้งสุดท้าย ทันใดนั้น ความทรงจำประหลาดเกี่ยวกับภาคเหนือก็ได้ถาโถมมายังฉัน เหมือนกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากในฤดูน้ำท่วม ฉันร้องไห้ออกมา ฉันร้องไห้จนไม่สามารถกล่าวลาพวกเขาได้ พวกคุณไปเถอะ สักวันหนึ่งเราทุกคนจะได้พบกันที่ภาคเหนืออันเป็นที่รักของเรา
ตลอดทั้งวันและคืนฉันได้แต่กังวลเกี่ยวกับการผ่าตัดของซาน เพิ่งจะมีบ่ายนี้ที่ฉันรู้สึกดีขึ้นเพราะเห็นซานลุกขึ้นนั่งได้ หน้าตาเขายังมีริ้วรอยความเหนื่อยล้าและอิดโรย แต่ก็ยังมีรอยยิ้มฝืนๆ บนริมฝีปาก มือของเขาจับมือฉันไว้ด้วยความรักและความเชื่อมั่น โอ้ทหารหนุ่มผู้กล้าหาญ ฉันรักเธอด้วยความรักอันมหาศาลและลึกซึ้งของหมอที่มีต่อคนไข้ ของพี่สาวที่มีต่อน้องชายที่กำลังป่วย (แม้ว่าซานมีอายุเท่ากับฉัน) และความรักนั้นก็พิเศษกว่าสิ่งใด เพราะยังแฝงไว้ด้วยความชื่นชม เธอเห็นความรักนั้นในสายตาห่วงใยของฉันไหม? เธอรู้สึกถึงมือที่กำลังสัมผัสบาดแผลและมืออันผอมแห้งคู่นั้นของเธอไหม? ขอให้ซานหายป่วยไวๆ เพื่อจะได้กลับไปรบ และกลับไปหาแม่ที่กำลังรอเธออยู่ แม่ผู้แก่ชราและกำลังเฝ้ารอการกลับมาของลูกอยู่ทุกชั่วขณะ
วันที่ 12 เมษายน 1968
ป่ายามบ่ายหลังฝนตก ใบไม้เขียวขจีท่ามกลางแสงแดด ดูช่างบอบเหมือนกับมือของหญิงสาวที่ซ่อนตัวอยู่ในห้อง บรรยากาศเงียบและเศร้าอย่างประหลาด ทั้งอนามัยไม่ได้ยินเสียงคนไข้เลย จะมีก็แต่เสียงของเหื่อง เจ้าหน้าที่อนามัยที่ไม่รู้ว่ากำลังกระซิบกระซาบคุยกับใครอยู่ ความคิดถึงปกคลุมรอบตัวฉัน ฉันคิดถึงใครหรือ? คิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ คิดถึงคนที่จากไป รวมไปถึงคนไข้ที่กำลังรอฉันอยู่ ในความคิดถึงนั้นมีความเศร้าปะปนอยู่อย่างเงียบๆ แต่ให้ความรู้สึกที่หนักหน่วง แม้เลือดกำลังไหลซิบๆ อยู่บนรอยแผลในหัวใจ แม้เราอยากให้งานและความคิดถึงอื่นมาปิดทับความคิดถึงนั้น ลืมเสียเถอะ แต่ก็ยากที่จะทำได้ จงลืม ม. ซะ และจงหาความหวังอื่นที่แปลกใหม่และดีกว่า จงภูมิใจในตัวเจ้าและลืมความผิดหวังนั้นซะ คนๆ นั้นไม่คู่ควรกับความรักอันบริสุทธิ์และความภักดีของเจ้าเลย จะมีใครสักคนที่ดึ๊กโฝแห่งนี้ที่จะเข้าใจความรู้สึกของฉันบ้างนะ ความรู้สึกของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความฝันและความหวังซึ่งไม่ได้รับการสนองตอบ
วันที่ 13 เมษายน 1968
ได้รับจดหมายมากมายจากทุกสารทิศ ขอบคุณทุกคนสำหรับความรักที่มอบให้ฉัน ความสุขและความทุกข์คละเคล้ากันไปในระหว่างที่อ่านจดหมาย ทำไมนะ ทั้งๆ ที่ทุกคนต่างก็มีความรักให้แก่เรา แต่มีเพียงคนๆ เดียวเท่านั้นที่ได้รับความรักบริสุทธิฺและเที่ยงแท้ ทั้งๆ ที่เขาคนนั้นไม่คู่ควรกับความรักนั้นเลย จะเศร้าไปทำไมนะ ฉันอยากจะเอาความรักของทุกคนไปถมช่องว่างในหัวใจ แต่ก็ทำไม่ได้ หัวใจของฉันกลับดื้อดึงและเต้นไปตามจังหวะของช่วงวัย 20 ที่เต็มไปด้วยความหวังและความรัก หัวใจเอย จงสงบนิ่งให้เหมือนกับพื้นผิวของทะเลยามบ่ายเถอะนะ!
[con·tin·ue]
วันที่ 14 เมษายน 1968
.....
วันที่ 20 มิถุนายน 1970
เกี่ยวกับผู้แปล
ดร.มนธิรา ราโท สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี (เกียรตินิยม) จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นได้รับทุนรัฐบาลไทยไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสหราชอาณาจักร และได้รับปริญญาเอกสาขาวรรณคดีเวียดนามจาก School of Oriental and African Studies (SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน (University of London) ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาภาษาเวียดนาม ภาควิชาภาษาาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"Reading make a full man, conference a ready man, and writing an exact man. การอ่านทำให้เป็นคนที่สมบูรณ์ การเสวนาทำให้เป็นคนที่พร้อม และการเขียนทำให้เป็นคนที่เที่ยงตรง" - Francis Bacon (1561-1626)
Reading & Working: ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้! ยิ่งทำงานก็ยิ่งเก่ง! หนังสือแปลคัดสรรบนชั้นหนังสือส่วนตัว Beautiful Quietness: เงียบแต่ไม่เหงา! ดินแดนแห่งการอ่านและพื้นที่ทางความคิด โลกของนักอ่านและพรมแดนแห่งความรู้ การอ่านสะท้อนความคิด ความคิดสะท้อนตัวตน ตัวตนสะท้อนจิตวิญญาณ Changing Lives, One Book at a Time ห้องสมุดมีชีวิต ...ชีวิตดีๆ ทีละเล่ม อ่านเถิดชาวไทย! การอ่านคือรากฐานที่สำคัญ [อากาศ อาหาร การอ่าน] If you don't like to read, you haven't found the right book. Readers of the World. pruetsara.wixsite.com


Comments